In ข่าวสารทั่วไป

ขณะนี้ ทีมวิจัยเสือโคร่งไทย นำโดย ดร.อัจฉรา ซิ้มเจริญ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือ และทีมงานจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช อยู่ระหว่างการเข้าไปทำงานเก็บข้อมูล เรื่องเสือ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้าน จ.ตาก โดยเข้าไปตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม และคาดว่าจะออกมาราว วันที่ 10 กุมภาพันธ์ นี้

ดร.ศักดิ์สิทธิ ซิ้มเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 นครสวรรค์ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือ กรมอุทยานแห่งชาติฯบอกว่า เวลานี้ มีเสือโคร่งในป่า ที่นักวิจัยจับมาติดวิทยุติดตามตัว เพื่อศึกษาพฤติกรรม การใช้ชีวิต อยู่ประมาณ 10 ตัว ส่วนใหญ่ เสือเหล่านั้นอาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งการเข้าไปในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้าน จ.ตาก ครั้งนี้ หวังว่า จะสามารถ จับเสือมาติดวิทยุเพิ่มได้อีกสัก 2-3 ตัว และมีอยู่ตัวหนึ่งที่น่าสนใจมาก หวังว่า เข้าป่าไปครั้งนี้จะเจออีกครั้งคือ ข้าวจี่ เป็นเสือวัยรุ่น อายุราว 2 ปี ความสำคัญของข้าวจี่ คือ เป็นเสือวัยรุ่น ที่กำลังหาพื้นที่เป็นของตัวเอง

“เราคาดว่า ข้าวจี่เป็นลูกสาวคลอกที่ 2 ของแม่สิทธิตรี ที่อาศัยอยู่เขานางรำ ลูกคลอกแรกของแม่สิทธิตรี มี 4 ตัว เป็นตัวผู้ 2 และตัวเมียอีก 2 เราตั้งชื่อว่า รุ้งนภา โบ๊ท จุ๊บแจง และกุ๊ดจี่ ทุกตัวเราติดวิทยุได้ทั้งหมด โดยธรรมชาติของเสือ เมื่อโต ผละจากอกแม่ เขาก็จะไปหาอาณาเขตของตัวเอง เจ้า 4 ตัวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเลี้ยงลูกจนโต สิทธิตรี ย้ายไปอยู่ตอนกลางของห้วยขาแข้ง โบ๊ท กับรุ้งนภาอยู่ใกล้ๆกันที่เขานางรำ ส่วนจุ๊บแจงกับกกุ๊ดจี่ไปยังรอยต่อระหว่างห้วยขาแข้งกับทุ่งใหญ่นเรศวร”

 

หลังจากลูกๆคลอกแรกโต และมีที่ทางหากินเป็นของตัวเองแล้ว แม่สิทธิตรีก็มีลูกใหม่อีกคลอก

“น่าเสียดายว่า ช่วงนั้น แบตเตอรี่ของสิทธิตรีเริ่มอ่อน แต่ยังโชคดีที่เราเก็บรูปเขาได้จากแคมเมราแท็ปส์ พบว่าลูกคลอกที่ 2 ของสิทธิตรี มี 2 ตัว ตัวหนึ่งก็คือ ข้าวจี่นั่นเอง เราสามารถติดวิทยุติดตามตัวข้าวจี่ได้ เมื่อต้นปีก่อน สิทธิตรีเป็นแม่เสือที่ค่อนข้างจะเลี้ยงลูกเก่ง และประสบความสำเร็จ คือ เลี้ยงได้จนโตออกไปหากิน มีอาณาเขตเป็นของตัวเองทุกตัว ความน่าสนใจของข้าวจี่คือ ตอนนี้ข้าวจี่ผละจากสิทธิตรีแล้ว อยู่ระหว่างการหาอาณาเขตเป็นของตัวเอง”ดร.ศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญเสือโคร่ง บอกอีกว่า จากสัญญาณวิทยุติดตามตัวของข้าวจี่ พบว่า ก่อนหน้านี้ข้าวจี่เดินออกมาจากห้วยขาแข้ง เข้ามาถึงป่าทุ่งใหญ่ตะวันออก โดยเวลานี้ก็ยังเดินวนอยู่ที่ป่าทุ่งใหญ่ตะวันออกอยู่ นั่นคือ ยังหาอาณาเขตไม่ได้เป็นหลักแหล่ง เพราะลักษณะการเดินยังเดินแบบสะเปะสะปะเป็นวงกว้าง หมายถึงยังไม่มีที่อยู่ชัดเจน โดยช่วงชีวิต และพฤติกรรมของ ข้าวจี่เวลานี้ จะเป็นบทเรียนใหม่ให้กับนักวิจัยได้รู้ว่า ช่วงเปลี่ยนถ่าย หรือช่วงรอยต่อที่สำคัญของชีวิตเสือวัยรุ่นตัวหนึ่งจะเป็นอย่างไร ความน่าสนใจของข้าวจี่อีกอย่างก็คือ การเปลี่ยนที่อยู่ ซึ่งเปลี่ยนจากป่าหนึ่ง ไปยังอีกป่าหนึ่งด้วย

“พวกเราหวังว่า ข้าวจี่จะได้อาณาเขตของตัวเองในเร็ววัน นั่นหมายถึงต้องไม่ทับเส้นกับเสือตัวอื่นด้วย วิถีของข้าวจี่ หลังจากนี้ก็คือ ถ้ามันหาอาณาเขตได้ มันก็จะอยู่ที่นั่น ผสมพันธุ์ มีลูก เลี้ยงลูก แต่ถ้ายังหาอาณาเขตไม่ได้ ก็ต้องหาต่อไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่า มันอาจจะกลับห้วยขาแข้งเหมือนเดิม หรือไม่ก็เดินต่อไปอีก เพื่อหาอาณาเขตให้ได้ ตอนนี้แบตเตอรี่วิทยุติดตามตัว ข้าวจี่ น่าจะอยู่ได้อีกไม่นานนัก เราจึงหวังว่า ทีมวิจัยที่อยู่ในพื้นที่เวลานี้จะหาข้าวจี่เจอ และติดวิทยุตัวใหม่ให้ได้ เพื่อจะติดตามดูชีวิตของเขาได้ต่อไป” ดร.ศักดิ์สิทธิ กล่าว

ดร.ศักดิ์สิทธิ์ บอกด้วยว่า หากเป็นไปได้ อยากเห็นชีวิตของข้าวจี่ ตั้งแต่ต้นจนจบ ว่าเป็นอย่างไร เหมือนกับที่นักวิจัยสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ได้ติดตาม บุบผา ตั้งแต่แรกเกิด จนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ซึ่ง ทั้งบุบผา และ ข้าวจี่ ก็มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน จุดต่างคือ ข้าวจี่มีการเคลื่อนที่ เพื่อหาอาณาเขตใหม่ จากป่าหนึ่งไปยังอีกป่าหนึ่ง ส่วนบุบผา ซึ่งเวลานี้ วิทยุติดตามตัว หมดแบตเตอรี่แล้ว นักวิจัยกำลังตามหาตัว เพื่อติดใหม่อีกรอบ เพื่อเก็บข้อมูล วาระสุดท้าย หากทำได้ จะถือว่า ข้อมูลชีวิตของบุบผา เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด

แล้วเราจะติดตาม เรื่องราวของข้าวจี่ และบุบผา มาให้รับรู้กันเป็นระยะ

9235 9234

 

สนับสนุนโดย : กองบังคับการปรามปราบการกระทำผิด เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Recommended Posts