In Uncategorized

จากพฤติกรรมคนไทยเริ่มดื่มกาแฟสดมาก มีร้านกาแฟสดเกิดขึ้นมากมาย ทำให้แต่ละวันมีกากกาแฟทิ้งกลายเป็นขยะจำนวนมาก น.ส.นงลักษณ์ บรรยงวิมลณัฐ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ จึงมีแนวคิดนำกากกาแฟมาผสมวัสดุเพาะเห็ด

“เนื่องจากวัสดุที่นำมาใช้ทำเป็นก้อนเพาะเห็ด อย่างขี้เลื่อยยางพาราราคาค่อนข้างสูง ซื้อขายกันตันละ 1,400-1,600 บาท ต่างจากกากกาแฟมีเหลือทิ้งมากมาย ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ต้นทุนแทบไม่มี และจากการค้นคว้าหาข้อมูล เราพบว่ากากกาแฟ มีไนโตรเจน โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส ล้วนเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการ แทนที่จะปล่อยให้ถูกทิ้งกลายเป็นขยะ น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกับขี้เลื่อยยางพาราได้ เพราะในประเทศเม็กซิโก มีการนำกากกาแฟมาใช้เพาะเห็ดสกุลนางรม เห็ดหอม และเห็ดหูหนู เริ่มแรกเราจึงทดลองนำมาทำวัสดุเพาะเห็ดนางรม”

น.ส.นงลักษณ์ เผยถึงผลการศึกษาว่า ได้นำกากกาแฟมาผสมกับขี้เลื่อยยางพาราในอัตราส่วนต่างๆ มีตั้งแต่ 25:75, 50:50 และ 75:25 เพื่อเปรียบเทียบหาอัตราส่วนว่าขนาดไหนถึงจะให้ผลผลิตเห็ดนางรมดีที่สุด ผลที่ออกมาพบว่า กากกาแฟผสมกับขี้เลื่อยในอัตราเท่าๆกัน คือ 50:50 จะได้ปริมาณดอกเห็ดใกล้เคียงกับการเพาะด้วยขี้เลื่อยยาง พารา 100%

แต่เมื่อนำผลผลิตเห็ดที่ได้ส่งไปให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจวิเคราะห์หาปริมาณสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พบว่าเห็ด ที่เพาะในกากกาแฟผสมขี้เลื่อยยางพารา อัตรา ส่วน 50:50 มีโปรตีนสูงกว่าเพาะในขี้เลื่อยล้วนๆถึง 2 เท่า และมีค่าแคลอรีต่ำกว่าสูตรที่ใช้ขี้เลื่อยเพียวๆ 30%

นอกจากช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ผลผลิตเห็ดที่ได้ยังสร้างความแตกต่างจากเห็ดนางรมที่เพาะแบบทั่วไป สามารถส่งต่อให้ร้านอาหารสุขภาพ และลดปัญหาการกำจัดขยะกากกาแฟซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปีได้ด้วย.

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1241344

Recommended Posts